Rama Channel ทีวีเพื่อปวงประชา
เรื่องจริงของครอบครัวหนึ่ง ที่มีบุตรสาวเป็นโรคตับ
Click เลยที่นี่  Rama Reality Show
http://bankrama.exteen.com/category/RamaRealily

Ramathibodi รักษ์หัวใจต้านภัยมะเร็ง
http://bankrama.exteen.com/20080204/entry

การดูแลเด็กที่มีไข้
http://bankrama.exteen.com/20080121/entry-1


การผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
http://bankrama.exteen.com/20080122/entry

 

 

กฎสำคัญ 10 ข้อที่ทำให้การจัดการสารสนเทศมีประสิทธิภาพ
โดย อ.นพ.ศักดา อาจองค์
ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

 

 

ความต้องการที่จะปรับปรุงการจัดการสารสนเทศเป็นที่สนใจในหลายๆ องค์กร โดยอาจถูกผลักดันจากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ความต้องการที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการทางธุรกิจ การปรับปรุงเพื่อให้ถูกต้องตามกฎระเบียบที่วางไว้ รวมถึงความต้องการที่จะเปิดใช้บริการใหม่ๆ

 

ในหลายกรณี การจัดการสารสนเทศ หมายถึง การนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เช่น ระบบจัดการเนื้อหาหรือเอกสาร ระบบคลังข้อมูล ระบบเว็บไซด์ท่า โครงการเหล่านี้น้อยรายที่จะประสบความสำเร็จ การสร้างการจัดการสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีหลายประเด็นต้องคำนึงถึง เช่น การเชื่อมต่อระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน ความต้องการทางธุรกิจที่หลากหลาย รวมถึงความซับซ้อนของโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของโครงการการจัดการสารสนเทศ ต้องมีแบบแผนและหลักการที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนและพัฒนาระบบได้

 

การจัดการสารสนเทศ เป็นคำกว้างๆ ที่ครอบคลุมระบบและกระบวนการทั้งหมดในองค์กรที่ใช้ในการสร้างและใช้งานสารสนเทศในองค์กร ในเชิงเทคโนโลยีการจัดการสารสนเทศ ประกอบด้วยระบบต่างๆ เช่น

 

· การจัดการเนื้อหาในเว็บไซต์ (web content management - CM)

 

· การจัดการเอกสาร (document management - DM)

 

· การจัดการด้านการจัดเก็บบันทึก (records management - RM)

 

· โปรแกรมจัดการทรัพย์สินดิจิทัล (digital asset management - DAM)

 

· ระบบการจัดการเรียนการสอน (learning management systems - LM)

 

· ระบบการจัดเนื้อหาการสอน (learning content management systems - LCM)

 

· ความร่วมมือ (collaboration )

 

· การค้นคืนสารสนเทศในองค์กร (enterprise search)

 

· และอื่นๆ

 

แต่การจัดการสารสนเทศนั้นไม่ได้เน้นแค่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี ที่สำคัญไม่แพ้กันคือกระบวนการทางธุรกิจและการปฏิบัติที่จะวางรากฐานการสร้างและการใช้งานสารสนเทศ รวมทั้งยังเกี่ยวพันถึงตัวสารสนเทศเองด้วย ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างของสารสนเทศ คำอธิบายข้อมูล คุณภาพของเนื้อหา ฯลฯ ดังนั้น การจัดการสารสนเทศ จึงประกอบด้วย คน กระบวนการ เทคโนโลยี และเนื้อหา ซึ่งแต่ละหัวข้อต้องถูกระบุรายละเอียดให้ชัดเจน ถ้าต้องการให้โครงการประสบความสำเร็จ

 

อุปสรรคในการจัดการสารสนเทศ/ความท้าทายในการจัดการสารสนเทศ

 

องค์กรเผชิญหน้ากับปัญหาและประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการสารสนเทศในบางครั้ง การเติบโตของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลงในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา

 

ปัญหาการจัดการสารสนเทศทั่วไปที่เกิดขึ้น ประกอบด้วย

 

- ระบบจัดการสารสนเทศจำนวนมากที่แยกออกจากกันและไม่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ

 

- การเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันระหว่างระบบสารสนเทศมีน้อย

 

- มีระบบเก่าที่ต้องการการปรับปรุงหรือทดแทน

 

- การแข่งขันกันโดยตรงของระบบสารสนเทศจากองค์กรภายนอก(threat)

 

- ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับสภาวะแวดล้อมของเทคโนโลยีในภาพรวม

 

- การยึดติดกับระบบเดิมของเจ้าหน้าที่

 

- สารสนเทศคุณภาพต่ำ รวมถึงการขาดความแน่นอน การซ้ำซ้อน และข้อมูลที่ไม่ทันสมัย

 

- ทรัพยากรที่มีจำกัดในการกระจายการใช้งาน การจัดการ หรือปรับปรุงระบบสารสนเทศ

 

- การขาดคำจำกัดความที่ชัดเจน

 

- มีความต้องการทางธุรกิจและประเด็นต่างๆ จำนวนมาก ที่ต้องการการระบุรายละเอียด

 

- ขาดความชัดเจนในเรื่องกรอบของยุทธศาสตร์และทิศทางขององค์กร

 

- ความยากในการเปลี่ยนกระบวนการการทำงานของเจ้าหน้าที่

 

- การเมืองภายในองค์กรที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการประสานงานในวงกว้าง

 

เพื่อจะผ่านอุปสรรคเหล่านี้ มีทางปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ซึ่งทำงานได้ภายใต้ข้อจำกัดและประเด็นต่างๆ เหล่านี้ กฎสำคัญ 10 ข้อที่ทำให้การจัดการสารสนเทศมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ คือ

 

 

1. แยกแยะและจัดการกับความซับซ้อน

 

2. มุ่งความสนใจไปที่การนำไปใช้งาน

 

3. ระบบที่ได้ต้องแสดงคุณค่าให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

 

4. การจัดลำดับความสำคัญตามความต้องการทางธุรกิจ

 

5. ผ่านการสร้างระบบที่ต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ในอดีต และสามารถดึงข้อดีข้อด้อยเหล่านั้นมาใช้งานได้อย่างมี ประสบการณ์

 

6. การมีผู้นำที่เข้มแข็ง

 

7. การมีการวางแผนเพื่อรับและบรรเทาความเสี่ยงในด้านสารสนเทศ

 

8. การประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง และต้องทั่วถึง

 

9. มุ่งให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่เป็นหนึ่งเดียว

 

10. เลือกโครงการแรกอย่างระมัดระวัง เพราะเป็นแนวทางหรือกำลังใจให้โครงการต่อ ๆ ไป ต้องกระทำโดยรอบคอบก่อนตัดสินใจ

 

 

กฎข้อที่ 1 แยกแยะและจัดการกับความซับซ้อน

 

องค์กรที่มีสภาวะแวดล้อมที่ซับซ้อน การจะได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมนั้นจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมายในขั้นตอนของการวางแผนและพัฒนาโครงการการจัดการสารสนเทศ เมื่อเผชิญกับความซับซ้อนเหล่านี้ ผู้ร่วมโครงการมักตกอยู่ภายใต้สภาวะต่างๆ เช่น

 

- การมุ่งความสนใจไปที่การใช้งานเทคโนโลยีเพียงเทคโนโลยีเดียว

 

- การซื้อระบบใหญ่จากผู้ขายเพียงแห่งเดียว โดยหวังว่าจะสามารถใช้แก้ปัญหาได้ในครั้งเดียว

 

- การนำเอาวิธีการแก้ปัญหาแบบมาตรฐาน ไม่ยืดหยุ่นเข้ามาใช้แก้ปัญหาทั้งองค์กรโดยไม่คำนึงว่าในบางส่วนของธุรกิจมีความต้องการแตกต่างออกไป

 

- การบังคับใช้เทคโนโลยีเพียงเทคโนโลยีเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม บางอย่างที่ไม่รีบเร่งก็สามารถบริหารจัดการโดยรูปแบบเดิมไปก่อนได้

 

- การซื้อผลิตภัณฑ์ในลักษณะ ใช้ตลอดชีพ แม้ว่าความต้องการทางธุรกิจจะเปลี่ยนตลอดเวลา

 

- การรวมศูนย์การจัดการสารสนเทศ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม

 

แนวทางเหล่านี้มักจะล้มเหลว ด้วยเหตุว่า เป็นการพยายามจะแปลงความต้องการและปัญหาที่ซับซ้อนไปสู่ทางแก้แบบง่ายๆ โดยหวังว่า ความซับซ้อนจะถูกจำกัดหรือหลีกเลี่ยงไปได้ในขั้นตอนการวางแผนและกระจายการใช้งานหรือการเลือกใช้ซอฟท์แวร์อันใดอันหนึ่งโดยไม่ได้บูรณาการ ในทางปฏิบัติแล้วไม่มีทางที่เราจะหลีกเลี่ยงจากความซับซ้อนซึ่งเกิดโดยธรรมชาติขององค์กรได้ แนวทางใหม่ที่ควรนำมาใช้คือ การวางรากฐานโดยผู้นำที่เข้มแข็ง มีแนวทางที่ชัดเจน มีการทำกิจกรรมเล็กๆ หลายๆ กิจกรรมไปพร้อมๆ กัน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความต้องการและประเด็นต่างๆ

 

ความเสี่ยงต้องถูกชี้ให้เห็นและบรรเทาลง เพื่อประกันว่าความซับซ้อนขององค์กรจะไม่ขัดขวางระบบที่มีประสิทธิภาพ

 

 

กฎข้อที่ 2 มุ่งความสนใจไปที่การนำไปใช้งาน

 

ระบบจัดการสารสนเทศจะถือว่าประสบความสำเร็จถ้าถูกนำไปใช้งานจริงโดยเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ไม่ใช่เป็นเพียงการลงโปรแกรมไว้ตามเครื่องคอมพิวเตอร์ ในทางปฏิบัติระบบจัดการสารสนเทศต้องการการมีส่วนร่วมของพนักงานทั่วทั้งองค์กร เช่น

 

- พนักงานต้องบันทึกแฟ้มข้อมูลที่สำคัญทั้งหมดลงในระบบจัดการเอกสารหรือระบบการจัดเก็บบันทึก

 

- ผู้เขียนที่กระจายอยู่จะต้องใช้ระบบจัดการเนื้อหา ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในระบบให้สอดคล้องด้วย

 

- ผู้สอนจะต้องใช้ระบบการจัดเนื้อหาการสอน มีความชำนาญในการสอนแบบ e-learning

 

- พนักงานต้อนรับต้องเก็บข้อมูลการโทรเข้าของลูกค้าในระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์(CRM)

 

ถ้ามีผู้ใช้งานจำนวนน้อย ข้อมูลสารสนเทศที่จะได้รับก็จะน้อยจนไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น ระบบจะต้องถูกออกแบบตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อเพิ่มการยอมรับของพนักงานในองค์กร ซึ่งอาจทำได้โดย

 

- ถามตัวเองว่ามีอะไรในระบบสำหรับตัวเราบ้าง และถ้าเป็นเราจะวางแผนอย่างไรกับข้อมูลเหล่านี้ มีทิศทางหรือ flow ในการดำเนินการอย่างไร ต้องมีเอกสารอธิบายประกอบหรือไม่หากผู้อื่นมาใช้ อันนี้เป็นเพียงในแง่ของพนักงานผู้ใช้ระบบ

 

- สื่อสารอย่างชัดเจนถึงเป้าหมายถึงข้อดีของระบบ ไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ใช้งานระบบทุกท่าน

 

- เลือกโครงการที่เป็นเป้าหมายเริ่มแรกอย่างระมัดระวังเพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำระบบต่อไป

 

กฎข้อที่ 3 ระบบที่ได้ต้องแสดงคุณค่าให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

 

มันไม่เพียงพอที่จะทำการปรับปรุงระบบจัดการสารสนเทศอย่างเงียบๆ อยู่ในกลุ่มเล็ก ๆ เพราะถ้ามันทำให้เกิดผลดีได้จริงๆ มันจะไม่มีทางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมองค์กร หรือไม่ช่วยให้เกิดการยอมรับการใช้งานในกลุ่มของพนักงาน (กฎข้อ 2) ในบางกรณี โครงการการจัดการสารสนเทศเริ่มจากการมุ่งไปที่การพัฒนาผลิตผลของสำนักพิมพ์หรือผู้จัดการสารสนเทศ ในขณะที่เป็นโครงการที่มีคุณค่า แต่ก็แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการลงทุนในโครงการนี้ ทำให้การขอทุนเพิ่มในการพัฒนาโครงการต่อไปทำได้ยาก

 

แทนที่จะเป็นอย่างนั้น โครงการการจัดการสารสนเทศจะต้องออกแบบให้แสดงถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมซึ่งไม่อาจเห็นผลอย่างชัดเจน เช่นการมองแค่กำไรขาดทุน แต่อาจเลือกทำเกี่ยวกับความต้องการหลักทางธุรกิจ ซึ่งช่วยให้เห็นผลกระทบของโครงการได้ชัดเจน เช่น การพัฒนาโครงการสารสนเทศที่มีอยู่ให้กับเจ้าหน้าที่ ตัวอย่างเช่นการพัฒนาระบบ call center จะส่งผลลัพธ์ที่มีคุณค่าและเป็นรูปธรรมต่อการบริการลูกค้า ตรงกันข้ามการสร้างมาตรฐานในการแยกประเภทของสารสนเทศระหว่างระบบนั้นยากที่จะวัดผลได้และไม่ส่งผลต่อพนักงานทั่วไปแต่จะส่งผลต่อองค์กรในระยะยาว

 

 

กฎข้อที่ 4 การจัดลำดับความสำคัญตามความต้องการทางธุรกิจ

 

ในบางองค์กรจัดลำดับความสำคัญของโครงการตามความยากง่าย ความซับซ้อนของเทคโนโลยี ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ดี ในบางครั้งมักไม่สามารถเห็นผลได้ในเวลาอันสั้น แทนที่จะทำเช่นนั้นเราควรจัดลำดับความสำคัญของโครงการตามความต้องการทางธุรกิจ ซึ่งจะทำให้โครงการเป้าหมายเป็นโครงการเร่งด่วนที่เป็นที่ต้องการ

 

 

กฎข้อที่ 5 การสร้างระบบผ่านขั้นตอนต่างๆ จำนวนมาก

 

ไม่มีโครงการใด ๆ ที่จะสามารถแก้ปัญหาการจัดการสารสนเทศในองค์กรได้ครอบคลุมทั้งหมด เมื่อองค์กรค้นหาวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ แผนยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่และเสียค่าใช้จ่ายสูงจะถูกสร้างขึ้น สมมติว่า แผนยุทธศาสตร์นั้นถูกเขียนขึ้นมาแล้วมักพูดถึงวิสัยทัศน์ในระยะยาว แต่ไม่ได้พูดถึงทิศทางที่ชัดเจนสำหรับการกระทำที่ควรทำในปัจจุบัน

 

ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ต้องการมองหาการจัดการสารสนเทศที่สมบูรณ์แบบมักตกอยู่ภายใต้กับดัก analysis paralysis กล่าวคือ ไม่สามารถออกจากกระบวนการวางแผนได้ ในทางปฏิบัติ ควรทำการพัฒนาโครงการการจัดการสารสนเทศเป็นโครงการย่อยๆ หลายๆ โครงการ พร้อมๆ กัน ซึ่งรับผิดชอบโดยทีมงานหลายทีม เพื่อเป็นการประกันว่าจะสามารถทำโครงการให้สำเร็จโดยเร็วและแก้ปัญหาความต้องการทางธุรกิจบางปัญหาได้

 

 

กฎข้อที่ 6 การมีผู้นำที่เข้มแข็ง

 

ความสำเร็จของการจัดการสารสนเทศนั้นมักเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กรนี่ทำให้จำเป็นต้องมีผู้นำที่เข้มแข็งมาสนับสนุน

 

เริ่มจากวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าต้องการผลลัพธ์อย่างไรจากการจัดการสารสนเทศ ซึ่งจะเป็นคำอธิบายถึงว่า องค์กรจะต้องปฏิบัติอย่างไรถ้าโครงการถูกผลักดันโดยความต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆ เพียงอย่างเดียว โดยขาดผู้นำที่เข้มแข็งไม่มีการประสานและสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นนอกฝ่าย IT โครงการมักจะส่งผลกระทบน้อยมากสำหรับองค์กร

 

 

กฎข้อที่ 7 การบรรเทาความเสี่ยง

 

สืบเนื่องจากความซับซ้อนโดยธรรมชาติของสภาวะแวดล้อมองค์กร ทำให้มีความเสี่ยงมากมายในการพัฒนาการจัดการสารสนเทศ เช่น

 

- การเลือกเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม

 

- ระยะเวลาและงบประมาณที่ไม่เพียงพอ

 

- การเปลี่ยนแปลงของความต้องการทางธุรกิจ

 

- ปัญหาทางเทคนิค โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบต่างๆ

 

- ไม่ได้รับการตอบรับและนำไปใช้จากพนักงาน (ผู้ใช้)

 

จากจุดเริ่มของการวางแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารสนเทศ ความเสี่ยงจะต้องถูกบ่งชี้อย่างชัดเจน แนวทางการจัดการจะต้องถูกกำหนดขึ้นในการรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาความเสี่ยง

 

แนวทางการจัดการความเสี่ยงจะต้องถูกใช้ในการวางแผนทุกแง่มุมของโครงการ รวมทั้งการปฏิบัติการและงบประมาณค่าใช้จ่าย

 

 

กฎข้อที่ 8 การประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง

 

การประชาสัมพันธ์โครงการให้เป็นที่รับรู้โดยเจ้าของโครงการและผู้สนับสนุน เป็นจุดสำคัญในการเริ่มต้นโครงการการจัดการสารสนเทศที่ประสบความสำเร็จ เพื่อประกันว่าผู้ใช้งานจะมีความเข้าใจในตัวโครงการและผลที่ได้จากการนำโครงการดังกล่าวมาใช้งานอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ต้องกระทำก่อนเพื่อให้ได้รับการยอมรับในระดับที่ต้องการ

 

 

กฎข้อที่ 9 มุ่งให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่เป็นหนึ่งเดียว

 

ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจในระบบ การนำเอาระบบสารสนเทศหลาย ๆ ระบบที่แตกต่างกันมาใช้งานพร้อมๆ กัน ทำได้ค่อนข้างยาก จึงต้องมีการอบรมและให้ความรู้แก่ผู้ใช้เหล่านี้ ซึ่งมักจะไม่ได้ผล ทางแก้ของปัญหานี้ทำได้โดยการซ่อนการได้มาซึ่งสารสนเทศของระบบต่าง ๆ ภายใต้หน้าตาของโปรแกรมที่เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีเพียงระบบเดียวที่ครอบคลุมทุกอย่าง ยังต้องมีระบบจัดการสารสนเทศอีกหลาย ๆ ระบบประกอบด้วย เพียงแต่สารสนเทศที่มีอยู่ในระบบเหล่านั้นจะต้องแสดงในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

 

 

 

กฎข้อที่ 10 เลือกโครงการแรกอย่างระมัดระวัง

 

โครงการแรกต้องถูกเลือกอย่างระมัดระวัง เพื่อประกันว่าโครงการนี้

 

- แสดงถึงคุณค่าของยุทธศาสตร์การจัดการสารสนเทศ

 

- สร้างความกระตือรือร้นและเอาใจใส่จากทั้งผู้ใช้งานและผู้ถือหุ้น

 

- แสดงถึงคุณค่าและผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการอย่างเป็นรูปธรรม

 

- ชี้ถึงความสำคัญหรือความเร่งด่วนของความต้องการทางธุรกิจ

 

- สามารถสื่ออย่างชัดเจนไปยังพนักงานและผู้ถือหุ้น

 

- ช่วยให้โครงการได้รับความช่วยเหลือและทรัพยากรเพิ่มในโอกาสหน้า

 

โครงการแรกที่เลือกจะต้องสามารถเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้กับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร ในทางปฏิบัติ เรามักเลือกจากปัญหาหรือส่วนของธุรกิจที่เป็นที่สนใจขององค์กรนั้นๆ เช่น การเริ่มจากการจัดโครงสร้างนโยบายบริษัทใหม่อาจได้รับความสนใจหรือเอาใจใส่น้อย ตรงกันข้ามถ้าเราเลือกทำระบบช่วยเหลือด้านการขายอาจได้รับการกล่าวขวัญถึงทั่วทั้งองค์กร

 

 

สรุป

 

การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์กรที่ซับซ้อนไม่ใช่เรื่องง่าย อุปสรรคโดยธรรมชาติของโครงการการจัดการสารสนเทศจะช่วยชี้ถึงแนวทางใหม่ที่ต้องถูกนำมาใช้ ถ้าองค์กรนั้นต้องการประสบความสำเร็จ

 

 

 

edit @ 12 Feb 2008 08:45:33 by Dr.SAM dot COM

จากผู้ใช้งานทั่วไปสู่ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความรู้
(From Basic Users to Knowledge Management Specialist)

โดย อ.นพ.ศักดา อาจองค์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ความรู้ (Knowledge)เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจพื้นฐาน ที่ไม่ใช่ทุนระยะยาวหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือแรงงาน ความรู้เป็นเสมือนทรัพยากรที่มาประกอบรวมกัน ซึ่งทำให้องค์การประสบความสำเร็จ สามารถรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันและทำให้ได้กำไรเพิ่ม การบริหารจัดการสินทรัพย์ประเภทนี้เป็นแขนงวิชาใหม่ที่เรียกว่า การบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management) ซึ่งความนิยมของการจัดการความรู้นี้ ทำให้องค์การต่าง ๆ ใช้จ่ายในด้านนี้มากกว่าห้าพันล้านดอลลาร์ ในขณะที่บรรณารักษ์จำนวนมากคิดว่า การจัดการความรู้เป็นชื่อใหม่ของการจัดการสารสนเทศ (Information Management) ที่คุ้นเคยกันดี หรืออุปมาอุปมัยเหมือนเหล้าใหม่ในขวดเก่า ซึ่งในความเป็นจริงการบริหารจัดการความรู้นอกจไม่ใช่เพียงแต่การบริหารจัดการสารสนเทศที่เป็นเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับตัวแทนความรู้ องค์การแห่ง
ความรู้การเข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้สารสนเทศซึ่งผู้ที่เชี่ยวชาญด้านนี้เรียกLIS.Professional
เนื่องจากความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะซื้อหรือขาย ความรู้เป็นวัตถุดิบที่เป็นทุนทางปัญญา (Intelligence capital) ไม่ใช่ทรัพยากรธรรมชาติหรือทุนด้านการเงิน แต่เป็นสินทรัพย์ที่จำเป็น Tom Stewart ได้กล่าวถึง ความสำคัญของการจัดการความรู้

 

-ช่วยยกระดับความรู้ ในฐานะเป็นทรัพยากรพื้นฐาน

 

- ยกระดับอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้เป็นฐาน

 

- ยกระดับการเจริญเติบโตของความรู้และนวัตกรรม

 

 

ทำไมต้องมีการบริหารจัดการความรู้
คงโต้แย้งไม่ได้ว่าความรู้ (knowledge)
เป็นสิ่งสำคัญและมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในแนวทางธุรกิจ
หรืออาจกล่าวในอีกนัยว่า การบริหารจัดการความรู้ ถือว่าเป็นส่วนผสมตัวหลักไม่ว่าเราจะซื้อหรือขายอะไรก็ตาม มันอาจจะเป็นเสมือนวัตถุดิบซึ่งเราทำมันขึ้นมา ขุมทรัพทางปัญญาที่ไม่ได้เกิดมาโดยธรรมชาติ, เครื่องกล เครื่องจักรหรือขุมทรัพย์ทางการเงิน มักจะเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่บริหารจัดการได้ไม่ดีของบริษัท ดังนั้นการบริหารจัดการความรู้

 

จึงมีความสำคัญดังหลักการและเหตุผลใหญ่ ๆ สามประการคือ ความรู้ก็คือพลักดันให้เกิดแนวความคิดว่าแหล่งทรัพยากรพื้นฐานขององค์กร เปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นองค์กรที่มีการนำ knowledge-based ไปใช้เสมือนเป็นวัฒนธรรมองค์กร ความรู้พื้นฐานสามารถถูกต่อยอดเป็นความรู้ขันสูงที่มีความสมบูรณ์มากขึ้นและสามารถสร้างสรรค์นวตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นจากองค์ความรู้เหล่านี้
ในปัจจุบันองค์กรหรือสถานประกอบการณ์ที่นำเอาหลักของ
knowledge-based ไปใช้พบว่าประสบผลสำเร็จและเป็นผู้นำทางธุรกิจอยู่เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเหล่านี้จะคล้ายกับการที่องค์กรณ์ได้มีการบุกเบิกนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบริหารจัดการองค์กรเมื่อสิบปีที่ผ่านมาซึ่งองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ดีก็ชิงประสลผลสำเร็จไปก่อน การบริหารจัดการความรู้ในองค์กรเหล่านี้ มักมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่เป็นทรัพยากรขององค์กรที่เรามักจัดการได้ไม่ดี แต่องค์กรเหล่านี้ที่ได้นำการบริหารจัดการความรู้
มาใช้พบว่าทำให้ภาพลักษณ์ของธุรกิจโดดเด่นชัดเจน มองเห็นเป็นรูปธรรมเช่นในด้านการจัfการสินทรัพย์ หรือในด้านการจัดการขุมทรัพย์ทางการตลาดอย่างมืออาชีพเป็นต้น

 

รายงานการวิเคราะห์รายงานของกลุ่มบริษัทการ์ดเนอร์(1999),มีการคาดเดาถึงสิ่งต่างเหล่านี้คือ
-ในปี 2003 จะพบว่ามากกว่า 50 เปอร์เซนต์ของบริษัทที่ประสบความสำเร็จ ประมาณเกือบ 1000 บริษัทจะมีการใช้การบริหารจัดการความรู้เพื่อให้องค์กรประสบผลสำเร็จและการบริหารจัดการความรู้ จะกลายเป็นเสาหลักในการจัดการธุรกิจท่ามกลางผู้นำการตลาดอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน (มีความน่าจะเป็น 0.7
เท่า)
-ในปี
2003
จะมีการประยุกต์นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ โครงการหรือกิจการต่าง ๆ จะมีการประเมินอย่างมีแบบแผนที่ดีโดยรวมเอาทฤษฎีทางการบัญชีมาวัดหรือและประเมินค่าสินทรัพย์ทางปัญญาของเขาเหล่านั้นเทียบเท่ากับทรัพย์สินทางด้านการเงินและทางด้านกายภาพ
-ปี 2001 องค์กร ที่ขาดระบบการบริหารจัดการความรู้ ที่ต่อเนื่องหรือองค์กรที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานของการบริหารจัดการความรู้ จะสามารถแข่งขันในอัตราเพียง 30-40 % ในการ deployment โปรแกรมหรือผลิตภัณฑ์ที่มีเข้ามาใหม่

 

อะไรคือการบริหารจัดการความรู้

 


การบริหารจัดการความรู้ คือการฝึกฝนหรือส่งเสริมให้เกิดการ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถจับประเด็น และเข้าถึงการใช้แหล่งทรัพยากรข้อมูลสารสนเทศขององค์กรอย่างผสมผสานสอดคล้อง โดยทรัพยากรสารสนเทศนี้อาจเป็น ฐานข้อมูลที่เป็นโครงสร้าง หรือเป็นข้อมูลดิบที่เป็นต้นฉบับเดิม เช่น นโยบาย เอกสารประกอบขั้นตอนการทำงาน และอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ ตั้งแต่ความรู้ที่รู้กันโดยทั่ว ๆ ไปโดยไม่มีการบันทึกหรือบรรยายไปจนถึงความรู้ในระดับสูงที่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ( Gartner group)
คำนิยามอื่น ๆ เช่นที่ถูกกล่าวโดย Sveiby ว่า ทรัพย์สินทางปัญญาและเชิงแนวความคิดขององค์กร(intellectual capital)และการบริหารจัดการความรู้ (knowledge management)
เป็นเสมือนฝาแฝดหรือกิ่งก้านสาขาบนต้นไม้ต้นเดียวกัน เขาได้ให้ขอบเขตของการบริหารจัดการความรู้ ไว้ว่าเป็น ศิลปในการสร้างคุณค่าให้กับทรัพย์สินที่ไม่สามารถประเมินค่าหรือจับต้องได้ขององค์กร

 

อะไรคือทรัพย์สินทางปัญญาและเชิงแนวความคิดขององค์กร (Intellectual capital)

 

 

Tom Stewart ได้ให้ขอบเขตและคำจำกัดความไว้ว่าคือ การรวบรวมเอาทุก ๆ ความรู้ของคนในองค์กรซึ่งความรู้เหล่านี้ทำให้องค์กรมีความสามารถหรือศักยภาพในด้านการแข่งขันสูงกว่าคู่ต่อสู้
การบริหารจัดการความรู้
(knowledge management) ไม่ใช่แค่เพียงการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้แต่คือการประยุกต์รวมเอาทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าเป็น แผนกลยุทธด้านธุรกิจ(business strategy),
วัฒนธรรมองค์กรและขั้นตอนการทำงาน มาใช้ร่วใมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด หลักฐานขั้นพื้นฐานของแนวคิดเหล่านี้มองว่าทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดขององค์กร คือ คน และความสามารถทางสติปัญญา
วัตถุประสงค์ของโครงการบริหารจัดการความรู้
(knowledge managementprojects)
วัตถุประสงค์หลักของการดำเนินการบริหารจัดการความรู้ (knowledge management) ในองค์กรที่มีจุดประสงค์ในเชิงการค้า ก็เพื่อกำไร Denham Grey ได้กล่าวถึงการบริหารจัดการความรู้ ไว้ใน KM forum ว่าการบริหารจัดการความรู้ ให้ผลลัพธ์ที่มีประโยชน์ 8
ประการด้วยกันคือ
1. ป้องกันความรู้ที่มีอยู่สูญหาย(Prevention of knowledge loss) โดยการบริหารจัดการความรู้ จะช่วยให้องค์กรรักษา สงวนความรู้ความชำนาญที่สำคัญ(critical expertise)
ไว้ในกรณีมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น เกษียนอายุ ลาออก เป็นต้น
2. ช่วยในการตัดสินใจให้ดีขึ้น(Improve decision making)
ต้องมีการแบ่งหมวดหมู่ชนิดและคุณภาพของความรู้ที่องค์กรมีอยู่เพื่อช่วยในการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้สามารถเข้าถึงหรือใช้การระบบบริหารจัดการความรู้ ได้ง่ายมากขึ้น จากผลการกระทำดังกล่าวจะทำให้การตัดสินใจเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างน้อยก็ประกันได้ว่าการตัดสินใจนั้นให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าแม้จะเกิดจากการตัดสินใจจากระดับผู้ปฎิบัติงานระดับล่างก็ตาม
3. ช่วยให้องค์กรมีความสามารถปรับตัวและยืดหยุ่นได้ดี(Adaptability and flexibility)
อนุญาติให้พนักงานสามารถที่จะเข้าใจในงานที่ได้ทำอย่างทะลุปรุโปร่ง มีแนวคิดในการสร้างงานใหม่เชิงสร้างสรรค์ สามารถทำงานโดยไม่ต้องควบคุมมากจนเกินไป
4. ทำให้เกิดการแข่งขัน (Competitive advantage)
ช่วยให้องค์กรเข้าใจลูกค้า การตลาด และกลไกการแข่งขัน ทำให้สามารถตระหนักถึงโอกาสพัฒนาและปรับปรุงจากความลดหลั่นในด้านการแข่งขันขององค์กรตนเองเมื่อเทียบกับองค์กรอื่น
5. พัฒนาด้านสินทรัพย์(Asset development)
โดยเน้นเรื่องสินทรัพย์ทางสติปัญญากับตัวบุคคล ทำให้เกิดสินทรัพย์ขององค์กรใหม่ ๆ ขึ้น เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ใบอนุญาต ลิขสิทธิ์ ทำให้เกิดการป้องกันการเอาเปรียบในด้านกฎหมายและเพิ่มคุณค่าทางการตลาดหากจดทะเบียนได้ถูกจังหวะและเวลา
6. เพิ่มทั้งปริมาณผลผลิตและการบริการ(Product enhancement) ช่วยองค์กรในการฝังการบริหารจัดการความรู้ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ ทำให้มูลค่าของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น เช่น การผลิต software product
เป็นต้น
7. ช่วยให้การบริหารจัดการลูกค้าดีขึ้น(Customer management)
ทำให้องค์กรสามารรถที่จะมองจุดสำคัญของผู้ใช้บริการได้อย่างเฉียบคมทั้งด้านข้อมูลลูกค้าและบริการ เพิ่มองค์ความรู้แก่ลูกค้า เพิ่มความพึงพอใจส่งผลให้ยอดการขายและรายได้เพิ่มมากขึ้น
8. เพิ่มอำนาจและผลผลิตจากการลงทุนใน human capital โดยการบริหารจัดการความรู้สามารถช่วยในด้านการแบ่งบันความรู้ และเรียนรู้ร่วมกันโดยการจับและส่งต่อ tacit knowledge
โดยองค์กรสามารถที่จะเลือกสรรค์และฝึกฝนบุคลากร เพื่อให้ประสบผลดังกล่าว
David De Long, Tom Davenport และ Mike Beers ได้ทบทวนเรื่องการบริหารจัดการความรู้ในการเริ่มทำในองค์กรจะมีลักษณะที่สำคัญ 7
ประการดังนี้
1. มีการจับประเด็นความรู้และใช้องค์ความรู้ที่เป็น structural knowledge
แบบซ้า ๆ
2.
การจับประเด็นความรู้และแบ่งปันบทเรียนที่ได้เรียนรู้ที่ได้มาจากการปฏิบัติ(ลองผิดลองถูก)
3.
ชี้ชัดแหล่งข้อมูลและการเชื่อมโยงของความรู้ขั้นสูง
4. สร้างและการจัดทำผังของระบบจัดการความรู้เพื่อเพิ่มสมรรถนะ

 

5. การวัดและการจัดการความรู้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

 

6. การสังเคราะห์ผสมผสานและการแบ่งปันความรู้จากทรัพยากรภายนอก

 

7. การฝังความรู้ไปในผลิตภัณฑ์และขบวนการ

 

 

การจัดการความรู้ (Knowledge manager)

 

 

การบริหารจัดการความรู้มักจะรวมถึงการมีการสร้างบทบาทใหม่สำหรับผู้จัดการความรู้ (Knowledge Management) โดยคัดเลือกจากหน่วยงานที่มีอยู่ เช่น ห้องสมุด ศูนย์สารสนเทศ ฯลฯ ซึ่งบทบาทใหม่นี้เรียกว่า ผู้บริหารด้านการจัดการความรู้ (Chief Knowledge Officer; CKO) และงานของผู้บริหารด้านการจัดการความรู้มีดังต่อไปนี้

 

1.พัฒนาระบบเพื่อบริหารจัดการ จับประเด็น จัดหมวดหมู่ และการแบ่งปัน
  ความรู้ที่สะสมอยู่ในองค์กร
2.ส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงานแบ่งปันและใช้สารสนเทศที่มีอยู่
3.ร่วมมือประสานงานและเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ อันได้แก่ ข้อเท็จจริง รายงาน
กรณีศึกษาและวิธีการปฎิบัติงาน ที่มีภายในองค์การ
4.ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะของตนเอง
5.มีส่วนร่วมในการพัฒนากลยุทธ์ โดยการสร้างพันธมิตร
ในการทำงานกับบุคลากรต่าง ๆ เช่น CEO ผู้ปฏิบัติงาน 
เจ้าหน้าที่การเงิน เป็นต้น
6.ควบคุมดูแลชั้นเรียนและศูนย์การศึกษาต่าง ๆผสานงาน
ในระดับมหาวิทยาลัย
7.พัฒนาและนำวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ(Best Practices)
ไปใช้ในการทำงาน
8.มองล่วงหน้าไปว่าการฝึกฝนอบรมลงไปสู่การปฏิบัติ วัฒนธรรม ความร่วมมือ 
และกลยุทธ์การติดต่อสื่อสารทั้งภายในและภายนอก
9.พัฒนากลยุทธ์ สิ่งกระตุ้น การปฏิบัติ ที่มาจากการแบ่งปันกลยุทธ์ทางสารสน
เทศและแนวความคิด
10.เพิ่มคุณค่าสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้จากบทบาทและความรับ
ผิดชอบทั้งหมดของผู้บริหารด้านการจัดการ ความรู้(CKO) 
สรุปได้เป็น 3 ประเด็น คือ-

 

-สร้างโครงสร้างพื้นฐานของการจัดการความรู้
-สร้างวัฒนธรรมของความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
-ทำให้ความพยายามในการนำการจัดการความรู้มาใช้เกิดความคุ้มค่า

 

 

 

 

บทบาทของเทคโนโลยีในการบริหารจัดการความรู้

 

 

การบริหารจัดการความรู้ ไม่สามารถทำได้โดยปราศจากเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุน โดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ ได้แก่ อินทราเน็ต(intranet) ระบบการจัดการเอกสาร(document management system) เครื่องมือในการค้นคืนสารสนเทศ(information retrieval engine)ฐานข้อมูลความสัมพันธ์และเชิงวัตถุ(Relational and object database) ระบบการพิมพ์โฆษณาอิเล็กทรอนิกส์(electronic publishing system) ระบบผังงานและโปรแกรมกลุ่ม(groupware and workflow system) เทคโนโลยีและตัวแทน(push technologies and agent) โปรแกรมช่วยเหลือ(helpdesk application) รวมทั้งเครื่องมือเกี่ยวกับคลังข้อมูล(data warehousing and data mining tool)

 

ความแตกต่างระหว่างการบริหารจัดการความรู้ (KM) กับการจัดการสารสนเทศ (IM) มีดังต่อไปนี้

 

การจัดการความรู้(KM)

 

การจัดการสารสนเทศ(IM)

 

- โครงการด้านการจัดการความรู้

 

 

 

 

- ห้องสมุดทั่วไปและโครงการด้านสารสนเทศ

 

- วัตถุประสงค์เน้น การเพิ่มคุณค่าแก่ผู้ใช้

 

 

- สนับสนุนการปรับปรุงระบบการทำงาน และการสร้างนวัตกรรม

 

- เน้นความรู้และสารสนเทศทั้งที่ไม่มีโครงสร้าง สารสนเทศ จนถึงองค์ความรู้

 

- เน้นทั้งภายในและภายนอก

 

- เป็นการรวมวัฒนธรรม การปฏิรูป และการเปลี่ยนแปลงตัวแทน

 

- มีการแบ่งปันสารสนเทศและความรู้ ในรูปเครือข่าย เว็บที่มีโครงสร้างที่ดี

 

- แทบจะไม่มีการพัฒนาการจัดโครงสร้างสารสนเทศและความรู้

 

- เชื่อมโยงการแบ่งปันความรู้ด้วยการช่วยเหลือและการชื่นชม

 

- ต้องการให้ผู้ใช้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ยั่งยืนโดยเน้นช่วยเหลือและการประเมินกลับ

 

-มุ่งทั้งประเด็นเทคโนโลยีและวัฒนธรรม

 

 

 

- วัตถุประสงค์เน้น การส่งต่อและการเข้าถึงสารสนเทศ

 

- สนับสนุนการทำงานที่มีอยู่

 

 

- เน้นความรู้และสารสนเทศที่มีโครงสร้างและเป็นทางการ

 

- มาจากภายนอกเท่านั้น

 

- ทำให้เกิดความเป็นกลางภายในองค์การ

 

 

- มีการส่งต่อสารสนเทศและความรู้ ในลักษณะ hub library และ record literatures

 

 

- มีการจัดโครงสร้างสารสนเทศและจัดหมวดหมู่

 

- ไม่ปรากฎการเชื่อมโยงการแบ่งปันความรู้

 

- เน้นการส่งต่อสารสนเทศทางเดียว

 

- ใช้เทคโนโลยีเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

จากความแตกต่างระหว่างการจัดการบริหารจัดการความรู้กับการจัดการสารสนเทศ ทำให้เห็นส่วนต่างและความจำเป็นของการเพิ่มทักษะของบรรณารักษ์ที่มีบทบาทในด้านการจัดการความรู้ จึงมีการกำหนดทักษะพิเศษสำหรับ LIS professionals ดังนี้

 

1. ควรมีพื้นฐานและภูมิหลังด้านการจัดการความรู้ เข้าใจแนวคิดพื้นฐานและสามารถปรับมาใช้ในองค์การได้ เพื่อให้การจัดการความรู้เป็นศูนย์กลางความร่วมมือและการแบ่งปันสารสนเทศ
2. ความเข้าใจแนวโน้มของเทคโนโลยี สารสนเทศ และการศึกษา ต้องรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การบริหารจัดการสนสารสนเทศและความรู้เป็นอย่างดี เข้าใจด้านการศึกษาและเทคนิคใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีทักษะในการสอนด้วย
3. ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการประยุกต์ใช้ ได้แก่ ความรู้พื้นฐาน การติดต่อสื่อสาร เครือข่ายอินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ต โครงสร้างข้อมูล(
datastructure) การจัดเก็บและค้นคืน การส่งต่อข้อมูลให้ถูกคนถูกเวลา และการออกแบบระบบคลังข้อมูล
4. ความรู้ด้านขอบเขตหน้าที่ทางธุรกิจ
คือ เข้าใจในธุรกิจขององค์การ โครงสร้างองค์การ การตัดสินใจที่สำคัญ ทรัพยากรมนุษย์ การผลิต การตลาด บัญชี การเงิน และสามารถเสนอแนวทางและให้คำแนะนำได้
5. การผสมผสานวัฒนธรรม และการเป็นตัวแทนการเปลี่ยนแปลง
ประสิทธิภาพการนำการจัดการความรู้มาใช้ ขึ้นกับวัฒนธรรมขององค์การและการปรับตัวของคนในองค์การ
6. ทักษะด้านการติดต่อสื่อสารที่ดีเยี่ยม
การติดต่อระหว่างบุคคลเป็นสิ่งที่สำคัญทางภาคธุรกิจ และเอื้อต่อการใช้ความรู้ รวมถึงทักษะในการวิเคราะห์ การเขียน การเล่าเรื่อง และการสอน
7. มีทักษะในการการออกแบบโครงการและทักษะการ
implementation ผู้จัดการความรู้ต้องสามารถจัดการทุกขั้นตอนตั้งแต่ส่วนประกอบ วัตถุดิบ ทรัพยากรต่าง ๆ ผลผลิต และความสำเร็จได้ รวมทั้งการติดตามผลและการนำไปปฏิบัติ
สรุป

การบริหารจัดการความรู้เป็นแนวคิดที่เติบโตอย่างรวดเร็วในขณะนี้และในอนาคต
LIS professionals หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการความรู้นี้ โดยปกติ LIS professional จะเกี่ยวข้องในแง่ความรู้ภายนอกและความรู้ที่ปรากฏเด่นชัด แต่การจัดการความรู้จะโน้มเอียงไปทางความรู้ภายในและความรู้ที่ยากจะถ่ายทอด รวมทั้งคน กระบวนการ ระบบ และอื่น ๆ เข้าไปด้วย การจัดการความรู้มุ่งไปที่สิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งสำคัญแต่เป็นส่วนช่วยให้การบริหารจัดการความรู้ดำเนินไปได้ดี อย่างไรก็ตาม LIS professionals ต้องมีทักษะด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ การติดต่อสื่อสาร การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม ฯลฯ ปัจจุบันสถาบันการศึกษาด้านสารสนเทศ ได้บรรจุหลักสูตรการบริหารจัดการความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ LIS professionals สำหรับบทบาทนี้แล้วในอนาคต
------------------------------------------------


edit @ 2007/07/17 09:02:47

edit @ 12 Feb 2008 08:46:04 by Dr.SAM dot COM

การรักษา Handy drive ให้มีอายุยาวนานขึ้น
เริ่มจากเปิด My computer และไปคลิกขวาที่ไอคอนของ
Handy drive ของท่าน ดังรูปและเลือก Properties
เมื่อเลือกแล้วจะเกิดกรอบดังรูป
handy drive
จากนั้นไปเลือกที่ Tab Hardware ดังรูป จะเกิดกรอบใหม่ขึ้นมา
จากนั้นมองหาชื่อ Handy drive ของท่านที่มีอยู่และดับเบิลคลิกจะเกิดกรอบใหม่
ขึ้นมาครับ
จากนั้นเลือกไปที่แทป Policies ครับและจะเกิดกรอบใหม่ขึ้นมาครับ
เมื่อเข้าสู่กรอบนี้จะมี Option ให้ปรับแต่งได้อยู่ 2 หัวข้อครับ
(ดูตามรูปเลย
ครับ)
flash drive
กรอบนี้แหละครับ ในหัวข้อ Write caching and Safe Removal จะมีหัวข้อให้ปรับ
แต่งครับ โดยในหัวข้อแรก Optimize for quick removal ให้เซ็ทไว้ที่ตัวนี้ครับ
thumb drive
เพราะจะทำให้ทุกท่านที่ใช้ Handy drive
สามารถถอดเข้าถอดออกได้โดยไม่ต้องไปคลิ
กที่ Safely remove hardware ตรงบริเวณ ทาสก์บาร์ ครับ และใน option ส่วนล่างนั้น จะเป็นแบบเดิมที่ต้องไปคลิกที่ทาสก์บาร์ครับ
เท่านี้เมื่อท่านใช้ Handy drive ครั้งต่อไป เมื่อต้องการถอด Handy drive
ออกใน
ทันที Handy drive ของท่านก็จะมีชีวิตอยู่คู่กับท่านต่อไปอีกยาวนาน โดยที่ไม่
จากท่านไปก่อนวัยอันควร

edit @ 2007/06/19 11:32:50

edit @ 12 Feb 2008 08:46:48 by Dr.SAM dot COM

การสืบค้นวิเคราะห์ข้อมูลในการวินิจฉัยหาสาเหตุเพื่อให้สารสนเทศในองค์กรมีคุณภาพ

(
Data Profiling : The Diagnosis for Better Enterprise Information)

 

 

แปลและเรียบเรียงโดย อ.นพ.ศักดาอาจองค์

 

ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

 

หน่วยงานต่างทั่วโลกได้ใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาใน

 

การปรับปรุงโปรแกรมที่ใช้ในองค์กรให้มีความสอดคล้องเกี่ยวข้องกันให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มมูลค่าของสารสนเทศที่มีอยู่ให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยหวังว่าจะสามารถทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานทำกำไรเพิ่มขึ้นประหยัดเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นรวมทั้งช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายขององค์กรอย่างเป็นระบบจากการปรับปรุงข้อมูลที่มีอยู่ให้ดีและสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่โดยที่องค์กรเหล่านี้ต้องลงทุนไปอย่างมากกับการที่นำนโยบายข้อมูลเป็นตัวนำมาใช้ (data driven) เช่นการนำระบบบริหารจัดการลูกค้า(CRM)หรือระบบบริหารทรัพยากรขั้นสูง(ERP)มาใช้โดยมุ่งหวังเพื่อที่จะคงความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าและสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่ในความเป็นจริงแล้วการดำเนินงานประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเหตุผลเนื่องมาจากความไม่เข้าใจที่มาของปัญหาอย่างแท้จริงการที่จะวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพองค์กรจะต้องบูรณภาพข้อมูลโดยอาศัยข้อมูลที่ไม่ขัดแย้งกันข้อมูลที่มีความถูกต้องขาดการupdateและเชื่อถือได้ทั่วทั้งองค์กรจึงเห็นได้ว่าถึงแม้จะมีการนำCRM และERP มาใช้ก็ตามเพื่อให้ได้ข้อมูลองค์กรที่มีคุณภาพก็ยังมีความจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจกับข้อมูลเดิมขององค์กรให้ดีก่อนโดยเริ่มกลับไปที่จุดตั้งต้นทำความเข้าใจกับมันอย่างถ่องแท้ค้นหาเข้าใจโครงสร้างของข้อมูลเพื่อที่จะได้ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นอันนำไปสู่การแก้ปัญหาการบริหารข้อมูลที่มีอยู่อย่างสอดคล้องและประสบผลสำเร็จ

 

 

 

ปัญหาเกี่ยวกับข้อมูล

 

ส่วนใหญ่ที่พบในหน่วยงานต่างๆเช่นข้อมูลมีความล้าสมัยมีความขัดแย้งกันขาดความ

 

สมบูรณ์ข้อมูลที่ซ้ำซ้อนข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขององค์กรก่อนที่จะดำเนินการปรับปรุงข้อมูลให้มีคุณภาพสิ่งที่ควรจะตรวจสอบอาทิข้อมูลที่จะใช้ในการดำเนินการขององค์กรเชื่อถือได้หรือไม่สอดคล้องกับการดำเนินการที่จะจัดทำเพียงใดข้อมูลที่มีอยู่สามารถสนับสนุนในการใช้งานหรือไม่การปรับปรุงคุณภาพข้อมูลโดยปราศจากความเข้าใจอย่างแท้จริงจะทำให้เกิดผลเสียอย่างมหาศาลในการดำเนินธุรกิจ

 

 

 

คำจำกัดความของการวิเคราะห์ข้อมูล

 

ธุรกิจต่างๆรวมทั้งผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ข้อมูลโดยส่วนใหญ่ที่นำมาใช้เพื่อการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและไม่สามารถเชื่อถือได้การวินิจฉัยตรวจสอบข้อมูลเป็นขั้นตอนแรกที่ควรทำก่อนดำเนินการปรับปรุงโปรแกรมประยุกต์ต่างเช่นโปรแกรมอีอาร์พี(ERP)โปรแกรมซีอาร์เอ็ม(CRM)และคลังข้อมูลเพื่อขจัดความเสี่ยงต่อความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นโดยหลักการแล้วควรต้องทำการวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้งานในการดำเนินงานขององค์กรก่อนเพื่อจะได้รู้แนวทางแก้ไข

 

การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานองค์กร

 

การวินิจฉัยข้อมูลเป็นขั้นตอนแรกในกระบวนการสร้างคุณภาพของข้อมูลช่วยให้สามารถวิเคราะห์ถึงปัญหาและทราบวิธีการปรับปรุงแก้ไขเทคนิคที่ใช้ในการวินิจฉัยข้อมูลที่สำคัญแบ่งเป็น3วิธีคือ

 

 

 

1.เทคนิคการวิเคราะห์โครงสร้างข้อมูล(Structure discovery)

 

2.เทคนิคการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล(Content discovery)

 

3.เทคนิคการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อมูล(Relationship discovery)

 

 

 

1.การวิเคราะห์โครงสร้างของข้อมูล: ความเข้าใจคำอธิบายข้อมูลและรูปแบบของข้อมูล

 

การวิเคราะห์ข้อมูลทำให้รู้ว่าข้อมูลที่ใช้อยู่นั้นขัดแย้งกันเองและตรงกับความต้องการหรือไม่วิธีการตรวจสอบข้อมูลทำได้โดยการตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลโดยตรงกับเมทาดาต้าการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลกับเมทาดาต้า

 

ข้อมูลส่วนใหญ่แล้วสอดคล้องกับคำอธิบายข้อมูลเมทาดาต้าเป็นคำอธิบายข้อมูลที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลประเภทของข้อมูลว่าข้อมูลที่ใช้อยู่นั้นขาดความสมบูรณ์หรือถูกต้องหรือไม่แต่เมทาดาต้ากับข้อมูลนั้นอาจไม่สัมพันธ์กันเสมอไป ดังนั้นควรใช้ความรอบรู้ในการนำข้อมูลมาใช้เพื่อการตัดสินใจในการเนินงาน

 

·รูปแบบของข้อมูลที่สอดคล้องกัน (Validation with Metadata)

 

โดยทั่วไปแล้วรูปแบบข้อมูลที่ตรงกันเป็นรูปแบบข้อมูลที่ต้องการวิธีการนี้สามารถใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูลและทำให้ทราบว่าสารสนเทศที่นำมาใช้ตรงกับความคาดหวังของผู้ใช้หรือไม่โดยส่วนใหญ่เมทาดาต้าจะเหมือนสำเนาของข้อมูลเกี่ยวกับที่รวมของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันโมเดลของข้อมูลหรืออาจเป็นเพียงลายลักษณ์อักษรก็ได้เมทาดาต้ามักจะบอกส่วนประกอบต่างของข้อมูลเช่นชนิดของข้อมูลขอบเขตของข้อมูลความยาวซึ่งโดยส่วนใหญ่เมทาดาต้านี้มักจะมีลักษณะที่เป็นหนึ่งเดียวและไม่ซ้ำกัน

 

·สถิติพื้นฐาน (Pattern Matching)

 

เราสามารถเรียนรู้ได้อย่างมากมายเกี่ยวกับข้อมูลในองค์กรเพียงแค่ทบทวนสถิติพื้นฐานของข้อมูลเช่นค่าที่น้อยที่สุดค่าที่มากที่สุดความหมายค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนพื้นฐานทำให้รู้ว่าข้อมูลนั้นถูกต้องหรือไม่ข้อมูลใหม่ๆที่ป้อนเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกตรวจสอบโดยค่าสถิติพื้นฐานทำให้ผู้ใช้ทราบถึงความขัดแย้งกันของสารสนเทศและช่วยป้องกันข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้

 

 

 

2.เทคนิคการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล: ความถูกต้องของกฎระเบียบและการประเมินความสมบูรณ์ของข้อมูล

 

หลังจากที่ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้เทคนิคการวิเคราะห์โครงสร้างข้อมูลแล้วต้องให้ความสำคัญกับพื้นฐานแต่ละตัวของข้อมูลด้วยหากพบจุดที่เป็นปัญหาก็จำเป็นต้องทำการตรวจสอบต่อไปสำหรับเทคนิคการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทำให้รู้ลึกลงไปอีกว่าข้อมูลชนิดใดที่ไม่ถูกต้องไม่สมบูรณ์และไม่มีความชัดเจนนอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นข้อมูลที่ไม่ได้มาตรฐานรวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของธุรกิจในแต่ละองค์กรซึ่งจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป

 

·การสร้างมาตรฐานของฐานข้อมูล (Standardization)

 

เนื่องจากฐานข้อมูลของแต่ละองค์กรมีที่มาจากแหล่งต่างๆที่มีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นจากส่วนงานต่างๆในองค์กรเสมียนบันทึกข้อมูลหุ้นส่วนบริษัทซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพมาตรฐานของฐานข้อมูลขององค์กรโดยตรงหากว่าองค์กรมีการจัดรูปแบบฐานข้อมูลที่มีความซับซ้อนตามส่วนงานต่างๆต้องมีความจำเป็นในการจัดทำรายงานของการจัดทำฐานข้อมูลในทุกขั้นตอนเพื่อป้องกันความผิดพลาดในข้อมูลที่สำคัญและให้เกิดความชัดเจนของข้อมูลตัวอย่างเช่น

 

·GM คือGeneral Motorsหรืออาจใช้แทนว่าGM , g.m. , Genrl Mtrsซึ่งทั้งหมดหมายถึงบริษัทเดียวกัน

 

·แต่ในขณะเดียวกันGMในฐานข้อมูลหมายถึงGeneral MotorsและGeneral Mills

 

 

 

สังเกตเห็นได้ว่าค่าข้างต้นมีความหมายเดียวกันแต่ถูกแสดงออกมาไม่เหมือนกัน

 

จากปัญหาข้างต้นที่ฐานข้อมูลมีมาตรฐานไม่เหมือนกันส่งผลให้คุณอาจไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของลูกค้าธุรกิจและสิ่งต่างๆภายในฐานข้อมูลของคุณได้ตัวอย่างเช่นบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งต้องการที่จะทราบว่า10 บริษัทแรกที่ใช้นโยบายประกันภัยเช่นเดียวกับบริษัทของตนตามพื้นที่กำหนดจากข้อมูลดังกล่าวบริษัทสามารถตรวจสอบดูบริษัทต่างๆเฉพาะที่สอดคล้องกับนโยบายแต่หากว่าพนักงานเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของบริษัทดังกล่าวแต่ในวิธีการอื่นๆที่แตกต่างออกไปข้อมูลที่ได้ก็อาจจะไม่ถูกต้องอย่างไรก็ตามเครื่องมือต่างๆในการจัดเก็บฐานข้อมูลก็เป็นกรอบในการจัดเก็บข้อมูลและแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น

 

 

 

·การตรวจนับอย่างสม่ำเสมอและการกำหนดกรอบเพื่อตรวจติดตาม (Frequency counts and Outliers)

 

เมื่อมีการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากจึงมีความจำเป็นที่จะตรวจสอบข้อมูลเพื่อหาค่า

 

ผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้การตรวจนับอย่างสม่ำเสมอและการกำหนดกรอบเพื่อตรวจติดตามสามารถช่วยจำกัดข้อผิดพลาดในการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจเทคนิคนี้จะมีหน้าที่ชี้ชัดในตัวฐานข้อมูลที่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบโดยคุณสามารถเข้าไปดูฐานข้อมูลด้วยตนเองและตรวจว่าเกิดข้อผิดพลาดตรงไหน

 

การกำหนดกรอบเพื่อตรวจติดตาม (Outline Detection)จะช่วยในการหาปัญหาที่เกิดขึ้นจากฐานข้อมูลในขณะที่การตรวจนับอย่างสม่ำเสมอจะช่วยในเรื่องดูความเชื่อมโยงของค่าต่างๆของข้อมูลซึ่งการกำหนดกรอบเพื่อตรวจติดตามจะทำให้ทราบค่าของฐานข้อมูลบางค่าที่มีความแตกต่างจากค่าตัวอื่นอย่างมากโดยละเอียดค่าสูงสุดและต่ำสุดของข้อมูลแต่ละชุดและสามารถนำมาใช้ได้ทั้งฐานข้อมูลที่เป็นตัวเลขและตัวอักษร

 

 

 

·การพิสูจน์กฎเกณฑ์ทางธุรกิจ (Business Rule Validation)

 

คุณสามารถตรวจสอบกฎเกณฑ์พื้นฐานทางธุรกิจจากจุดป้อนข้อมูลและควรที่จะมีการตรวจสอบอยู่โดยตลอดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพิสูจน์การตรวจสอบอาจนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริงไม่เกิดผลผลิตและรายได้ที่น้อยลงเนื่องจากกฎเกณฑ์ทางธุรกิจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กรดังนั้นจึงแทบจะไม่มีเทคโนโลยีในการจัดเก็บฐานข้อมูลตรวจสอบกฎเกณฑ์ทางธุรกิจโดยเฉพาะอย่างไรก็ตามกฎเกณฑ์ที่มีอยู่เดิมจะทำให้มีการตรวจสอบถึงเรื่องขอบเขตของความรู้และกิจกรรมที่บุคคลหนึ่งๆสามารถรับผิดชอบได้(Domain Checking)การตรวจสอบช่วงระยะ(Range Checking) และการได้มาซึ่งสูตรการพิสูจน์เฉพาะที่ดีขึ้นต่อไปนอกจากนี้เทคนิคการจัดเก็บข้อมูลที่แข็งแกร่งแบบเดิมจะสามารถสร้างจัดเก็บและตรวจสอบกฎเกณฑ์ของธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะได้

 

 

 

3.เทคนิคการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อมูล: ฐานข้อมูลที่เก็บตามจำเป็นและเทคนิคความเหมือนหรือใกล้เคียงกันของข้อมูล

 

การค้นพบความสัมพันธ์โดยจะทำให้ทราบว่าฐานข้อมูลใดส่วนต่างๆของฐานข้อ

 

มูลที่มีอยู่จะถูกดึงไปใช้จากคนต่างๆที่หลากหลายหลายพื้นที่ทำให้ยากที่จะเข้าใจระบบฐานข้อมูลทั้งหมดได้

 

องค์กรในปัจจุบันมักจะดูแลรักษาฐานข้อมูลจำนวนมหาศาลของลูกค้าผลิตภัณฑ์ผู้ป้อนวัตถุดิบบุคลากรการเงินและลูกจ้างนอกจากนี้องค์กรยังได้รับข้อมูลจากแหล่งต่างๆที่มีความหลากหลายส่งผลให้ในแต่ละองค์กรมีแหล่งข้อมูลที่มีความแตกต่างหลากหลายส่งผลให้ในแต่ละองค์กรมีแหล่งข้อมูลของตนเองทำให้การจัดการไม่มีประสิทธิภาพสูงสุดดังนั้นเพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ได้จึงจำเป็นที่จะเข้าใจถึงแหล่งข้อมูลและความสัมพันธ์ของการไว้ข้อมูลแต่ละการค้นพบความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งของฐานข้อมูลต่างๆว่าแต่ละฐานข้อมูลมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างไร

 

พิจารณาดูตัวอย่างปัญหาข้างล่างต่อไปที่เกิดจากแหล่งของฐานข้อมูลไม่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน

 

·มีเลขรหัสลูกค้าปรากฏอยู่ในยอดใบสั่งซื้อสินค้าแต่กลับไม่มีข้อมูลปรากฏในฐานข้อมูลของบริษัทดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือคุณขายสินค้าให้กับลูกค้าแต่ในขณะเดียวกันอาจส่งสินค้าหรือเรียกเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้

 

·เลขรหัสสินค้าปรากฏอยู่ในทะเบียนแต่ไม่มีสินค้าปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลจริงทำให้คุณขายสินค้าแก่ลูกค้าโดยไม่มีสินค้าในสต็อก

 

·ในกรณีที่สต็อกสินค้าที่มีรหัสเฉพาะหมดโดยที่ยอดซื้อสินค้าดังกล่าวไม่ตรงกับสินค้าข้างตนทำให้คุณไม่สามารถสต็อกสินค้าได้

 

 

 

การสืบค้นวิเคราะห์ข้อมูลในทางปฏิบัติ(Data Profiling in Practice)

 

ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องมือที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและวิธีการที่ทันสมัยในปัจจุบันแต่หลายองค์กรก็ยังคงเลือกใช้วิธีการจัดเก็บข้อมูลแบบใช้มือและที่แย่กว่านั้นมีหลายองค์กรไม่ได้ให้ความสนใจกับระบบการจัดการฐานข้อมูลการจัดเก็บข้อมูลแบบใช้มืออาจดูทำงานดีเมื่อมีจำนวนข้อมูลของฐานข้อมูลไม่มากแต่ในความเป็นจริงปัจจุบันแต่ละองค์กรมีจำนวนระบบฐานข้อมูลมหาศาลเลขที่บันทึกเก็บไว้และหากยังคงใช้การจัดเก็บข้อมูลแบบใช้มืออยู่ซึ่งต้องใช้แรงงานคนเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมากแล้วความผิดพลาดก็อาจเกิดขึ้นได้

 

ในทางปฏิบัติแต่ละองค์กรจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่สามารถประมวลผลข้อมูลทั้งหมดจากแหล่งต่างๆได้โดยอัตโนมัติ

 

กระบวนการจัดเก็บฐานข้อมูลประกอบด้วย

 

1.การจัดเก็บข้อมูลเบื้องต้นและการประเมินฐานข้อมูล

 

2.บูรณาการฐานข้อมูลเข้าสู่ระบบประมวลผลอัตโนมัติ

 

3.จัดส่งผลการจัดเก็บข้อมูลสู่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพฐานข้อมูลและการบูรณาการข้อมูล

 

 

 

ปัจจัยแรกของการประสบความสำเร็จในเรื่องการควบคุมคุณภาพฐานข้อมูลคือ

 

การติดตามตรวจสอบเป็นประจำนอกจากนี้ระเบียบวิธีการยังถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการจัดเก็บข้อมูลการจัดเก็บข้อมูลถือเป็นกระบวนการแรกของการประมวลผลข้อมูลให้มีคุณภาพซึ่งจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในธุรกิจที่รับผิดชอบดูแลได้รวดเร็วอย่างไรก็ตามการจัดเก็บฐานข้อมูลก็ไม่ใช่จุดหมายปลายทางทั้งหมดการจัดเก็บข้อมูลอย่างเหมาะสมถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบและระเบียบวิธีที่มี

 

ดังนั้นฐานข้อมูลที่มีคุณภาพจึงเริ่มด้วยการจัดเก็บข้อมูลการสร้างฐานข้อมูลให้มี

 

คุณภาพ (การสร้างมาตรฐานพิสูจน์และทดสอบฐานข้อมูล)การบูรณาการฐานข้อมูล (การประเมินและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับแหล่งต่างๆ)การสร้างความสมบูรณ์ให้กับฐานข้อมูลและการตรวจติดตามฐานข้อมูล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



edit @ 2007/04/22 14:56:01
edit @ 2007/04/22 21:32:23
edit @ 2007/04/22 21:35:08
edit @ 2007/04/22 21:37:18

edit @ 12 Feb 2008 08:49:14 by Dr.SAM dot COM